"ณ ที่นี้ 24 มิถุนายน 2475 เวลาย่ำรุ่ง คณะราษฎรได้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญเพื่อความเจริญของชาติ"
เป็นข้อความที่ปรากฏบน "หมุดประชาธิปไตย" ที่ถูกตอกไว้ ซึ่ง พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา หนึ่งในแกนนำของคณะราษฎรอ่านคำประกาศต่อหน้าเหล่าทหารที่ถูกเกณฑ์มาเป็นสักขีพยานแห่งการปฏิวัติเมื่อ 80 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นการประทับตราแห่งชัยชนะเพื่อระลึกถึงการ “อภิวัตน์” เปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย
แต่ 80 ปีที่ผ่านมา นอกจากคนไทยส่วนใหญ่จะไม่รู้และไม่ให้ความสำคัญกับวันที่ 24 มิถุนายน 2475 แล้ว การเมืองไทยกลับเดินวนอยู่ในอ่างหรือกะลา โดยเฉพาะการทำรัฐประหารและฉีกรัฐธรรมนูญครั้งแล้วครั้งเล่าจนติดอันดับต้นๆ ของโลก
โดยองค์กร The Center for Systemic Peace (CSP) ที่รวบรวมข้อมูลรัฐประหารประเทศต่างๆทั่วโลกตั้งแต่ปี 2489 ถึง 2551 โดยนิยามการทำรัฐประหารหมายถึง การใช้กำลังเข้ายึดอำนาจบริหารสูงสุด (ทั้งที่ทำสำเร็จและไม่สำเร็จ) โดยกลุ่มการเมืองภายในประเทศนั้นๆ และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจ ซึ่งประเทศไทยติดอันดับ 4 ของโลกคือ 17 ครั้ง (ทำสำเร็จ 11 ครั้ง) เท่ากับกีนี-บิสเซาและซีเรีย โดยซูดานมากที่สุด 31 ครั้ง อิรัก 24 ครั้งและโบลิเวีย 19 ครั้ง
ขณะที่รัฐธรรมนูญของไทยถูกฉีกและร่างใหม่ทั้งหมด 18 ฉบับ เป็นฉบับชั่วคราว 3 ฉบับ และฉบับถาวร 15 ฉบับ โดยรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เป็นฉบับที่ 18 ที่กำลังเป็นหนึ่งในวิกฤตบ้านเมืองขณะนี้ ก็ออกมาจาก “มดลูกเผด็จการ” ผลพวงจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
80ปีภายใต้อำนาจเผด็จการ
80 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยจึงอยู่ภายใต้ “อำนาจเผด็จการทหาร” มากกว่ารัฐบาลที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง แม้แต่ปัจจุบันก็ยังเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตยที่มาจากประชาชนและเพื่อประชาชน รัฐธรรมนูญปี 2550 ยังหมกเม็ดอำนาจเผด็จการ โดยเฉพาะอำนาจขององค์กรอิสระ อย่างศาลรัฐธรรมนูญที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์เป็น “ตุลาการภิวัฒน์” ที่มีอำนาจเกินไปหรือไม่
ที่น่าเจ็บปวดอย่างยิ่งคือ การทำรัฐประหารที่มีความผิดฐาน “กบฏ” มีโทษถึงประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 ที่ระบุชัดเจนว่า
"ผู้ใดใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อ (1) ล้มล้างหรือเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ (2) ล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ อำนาจบริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ หรือให้ใช้อำนาจดังกล่าวแล้วไม่ได้ หรือ (3) แบ่งแยกราชอาณาจักรหรือยึดอำนาจปกครองในส่วนหนึ่งส่วนใดแห่งราชอาณาจักร ผู้นั้นกระทำความผิดฐานเป็นกบฏ ต้องระวางโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิต”
ศาลทำให้ “กบฎ”เป็นสิ่งถุกต้อง
ไม่ใช่แค่คนไทยส่วนใหญ่นิ่งเฉยเท่านั้น แต่ศาลยุติธรรมเองยังยอมรับว่าการทำรัฐประหารเป็น “รัฐฏาธิปัตย์” อย่างที่นายนันทวัฒน์ บรมานันท์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เขียนในบทบรรณาธิการเว็บไซต์เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย (pub-law.net) ว่า เป็นเวลานานมากแล้วที่ศาลยุติธรรมได้มีคำพิพากษาออกมา "ยอมรับ" ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร ไม่ว่าจะเป็น คำพิพากษาฎีกาที่ 1153-1154/2495 คำพิพากษาฎีกาที่ 45/2496 คำพิพากษาฎีกาที่ 1512-1515/2497 หรือ คำพิพากษาฎีกาที่ 1662/2505 ล้วนแล้วแต่ทำให้การรัฐประหารกลายเป็น “สิ่งถูกต้อง”และ “ได้รับการยอมรับ” จากข้อความที่ปรากฏอยู่ในตอนหนึ่งของคำพิพากษาฎีกาที่ 1662/2505 ที่ว่า
“... ศาลฎีกาเห็นว่าเมื่อในปี พ.ศ. 2501 คณะปฏิวัติให้ทำการยึดอำนาจปกครองประเทศไทยได้เป็นผลสำเร็จหัวหน้าคณะปฏิวัติย่อมเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบ้านเมืองข้อความใดที่หัวหน้าคณะปฏิวัติสั่งบังคับประชาชนก็ต้องถือว่าเป็นกฎหมายแม้พระมหากษัตริย์จะมิได้ทรงตราออกมาด้วยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎรหรือสภานิติบัญญัติของประเทศก็ตาม”
คำพิพากษาดังกล่าวจึงเหมือนการตอกย้ำยืนยันว่า ประเทศไทยถือว่าการรัฐประหารเป็นสิ่งที่ทำได้ การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ถูกต้อง การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ประชาชนต้องให้ความเคารพ บรรดากฎเกณฑ์ต่างๆ ที่คณะรัฐประหารกำหนดไว้มีผลใช้บังคับได้ทั่วไปและตลอดไป แม้การรัฐประหารจะสิ้นสุดลงไปแล้วก็ตาม
โศกนาฏกรรมประเทศไทย
โดยเฉพาะรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ประชาชนจำนวนหนึ่งนำดอกไม้ไปให้ทหารและสื่อจำนวนมากยังพาดหัวชื่นชมยินดี ทั้งที่การทำรัฐประหารคือการล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา
“50 ปีที่ผ่านมานับแต่มีคำพิพากษาฎีกาออกมายอมรับการรัฐประหาร ผู้ที่เกิดในช่วงเวลาหรือก่อนหน้านั้นไม่กี่ปีได้กลายมาเป็นผู้ใหญ่ของสังคมในวันนี้ บางคนก็เป็นผู้พิพากษา บางคนก็เป็นอัยการ บางคนก็เป็นอาจารย์สอนกฎหมาย บางคนก็เป็นนักรัฐศาสตร์ที่มีชื่อเสียง แต่คนเหล่านี้ก็ยังมองไม่เห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากคำพิพากษาฎีกาที่ออกมายอมรับการรัฐประหารอยู่นั่นเอง แม้บางคนอาจมีโอกาส “กลับ”คำพิพากษาฎีกาดังกล่าวได้แต่ก็ไม่ทำ กลับไป “รับรอง” และ “ยืนยัน” สิ่งที่ผิดดังกล่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า”
นายนันทวัฒน์ให้ความเห็นและสรุปว่า 80 ปีที่ผ่านมาของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาจึงเป็นโศกนาฏกรรมสำหรับประเทศไทยที่ไม่สามารถสานต่ออุดมการณ์ของคณะราษฎรได้ และที่แย่ไปกว่านั้นคือ การเข้าไปทำลายเจตนารมณ์ของการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาที่คณะราษฎรได้วางเอาไว้ คือการสร้างระบอบการเมืองแบบที่รัฐสภามีอำนาจสูงสุด เพราะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน รัฐสภาจึงเป็นตัวแทนอันชอบธรรมของประเทศ
วิกฤตรัฐธรรมนูญ
เจตนารมย์ของคณะราษฏรให้รัฐธรรมนูญมีการแบ่งแยกอำนาจ 3 ฝ่าย คือ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ให้คานและดุลกัน เพื่อให้มีการตรวจสอบและถ่วงดุลกัน ไม่ใช่ให้อำนาจใดมีอำนาจเหนืออีกอำนาจหนึ่ง แต่รัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 กลับสร้าง “องค์กรอิสระ” ให้เป็นอำนาจที่ 4 ที่อยู่เหนืออำนาจทั้งสาม ทั้งที่ไม่ได้มาจากประชาชน และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าเป็นส่วนหนึ่งของวิกฤตบ้านเมืองจนทุกวันนี้
อย่าง “วิกฤตรัฐธรรมนูญ” ขณะนี้ที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างการตีความรัฐธรรมนูญมาตรา 68 ว่ามีอำนาจใน “คำสั่ง” ให้รัฐสภาระงับการประชุมเพื่อพิจารณาร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ในวาระ 3 ทั้งที่รัฐธรรมนูญก็ระบุชัดเจนว่า การพิจารณาญัตติร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เป็นอำนาจของรัฐสภา และรัฐธรรมนูญมาตรา 291 (5) ก็กำหนดให้ประธานรัฐสภาเรียกประชุมพิจารณาวาระ 3 หลังการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญวาระ 2 แล้วเสร็จภายใน 15 วัน
กรณีของศาลรัฐธรรมนูญจึงสะท้อนให้เห็นชัดเจนถึงปัญหาของรัฐธรรมนูญและการเมืองแบบไทยๆ ที่ไม่ทางออก เพราะศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่ยอมรับความเห็นของฝ่ายอัยการ ทั้งที่เว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญก็ระบุว่ายื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ และศาลก็เคยมีการวินิจฉัยไว้ในมาตรา 63 เดิมคือมาตรา 68 ในปัจจุบันว่าต้องไปยื่นผ่านอัยการสูงสุด ขณะที่สมาชิกรัฐสภาจำนวนหนึ่งก็ยืนยันรัฐสภามีอำนาจตามรัฐธรรมนูญและศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจตรวจสอบวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญ แต่สมาชิกรัฐสภาก็กลัวการถูกยุบพรรคการเมือง หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีความผิด
นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า หากเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าประเทศย่ำอยู่กับที่ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็ไม่เป็นธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตยแล้ว ยังอยู่ภายใต้การปกครองที่มีศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสูงสุดเหนือกว่าฝ่ายอื่นๆ ทั้งหมด แม้แต่ประชาชนก็ไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อีกต่อไป
อำนาจที่ 4 ขุนนางใหม่
ขณะที่ นายพนัส ทัศนียานนท์ อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีต ส.ส.ร.รัฐธรรมนูญ 2540 ยังยอมรับกรณีศาลรัฐธรรมนูญว่า อาจถือเป็นบาปของ ส.ส.ร.ปี 2540 ก็ได้ที่กำเนิดองค์กรอิสระให้เป็นอำนาจที่ 4 มาใช้อำนาจเหนือฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ เพราะสถานการณ์การเมืองขณะนี้นั้นส.ส.ร.คิดว่าจำเป็นต้องหามือปราบ หาเปาบุ้นจิ้นมามาทำให้การเมืองจะใสสะอาด แต่กลับเป็นการสร้างระบบขุนนางใหม่ขึ้นมา เพราะผ่านกระบวนการสรรหาที่กรรมการล้วนเป็นอำมาตย์ ไม่ได้ผ่านความเห็นดีเห็นงามของประชาชนเลย
อย่างไรก็ตาม นายพนัสได้เสนอ 2 ทางออกแก้วิกฤตรัฐธรรมนูญขณะนี้คือ หนึ่ง-ยุบศาลรัฐธรรมนูญทิ้งแล้ว ส.ส. เข้าชื่อใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญแก้ไขรัฐธรรมนูญเองโดยไม่ต้องมี ส.ส.ร. สอง-เอาอาวุธของประชาชนมาใช้คือการลงประชามติจะแก้ไขรัฐธรรมญหรือไม่ พร้อมลงมติว่าให้ยกเลิกศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
แม้แต่ นายสมชัย จึงประสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเป็นอดีตผู้พิพากษา ก็เห็นด้วยที่จะทบทวนอำนาจขององค์กรอิสระ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่เป็นผลพวงรัฐประหารนั้น กลายเป็นการเปิดโอกาสให้องค์กรอิสระเป็นอำนาจที่ 4 เหนือองค์กรหลักคือ บริหาร นิติบัญญัติและตุลาการ อย่างกกต.ก็เคยถูกจับตาอย่างยิ่งในการใช้อำนาจหน้าที่ วันนี้จึงต้องกลับหลักการแบ่งแยกอำนาจ ซึ่งมองเตสกิเออ นักคิดชาวฝรั่งเศสอธิบายว่า ประชาชนประเทศชาติจะสงบสุข อำนาจทั้ง 3 จะต้องถ่วงดุลและคานกันได้ เมื่อเสียสมดุล บ้านเมืองก็ไม่สงบสุข จึงจำเป็นต้องให้อำนาจทั้ง 3 ต้องถ่วงดุลและคานกัน ไม่ใช่ถ่วงแล้วทำให้อำนาจใดอำนาจหนึ่งใช้อำนาจของตนเองไม่ได้
โดยเฉพาะสถานการณ์บ้านเมืองที่อยู่ในช่วงวิกฤตศรัทธา นายสมชัยยืนยันว่า การตีความกฎหมายต้องสอดคล้องกับอำนาจของประชาชน และความถูกต้องไม่ใช่เหรียญสองด้านที่จะตีความไปคนละทาง
มีอำนาจแต่ขลาดกลัว!
“หลักการพื้นฐานของประชาธิปไตยคือการเคารพความเป็นมนุษย์ การยอมรับว่าทุกคนเป็นคนเหมือนกัน หากปฎิเสธเมื่อไหร่ เราจะกลายเป็นมนุษย์ต่างดาวทันที ไม่ใช่มนุษย์โลกนี้ ซึ่งมันไม่ใช่ ฉะนั้นการใช้คำอธิบายแบบไทยๆ ไปอธิบายคุณค่าบางอย่างที่เป็นสากลอยู่ จึงเป็นสิ่งที่ผิด”
นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อภิปราย "กฎหมายรัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตยไทย" ที่มีคนผู้มีอำนาจให้ยอมรับคำว่า “ประชาธิปไตยแบบไทยๆ” ทั้งที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย หรือความยุติธรรมแบบไทยๆ คือ ความไม่ยุติธรรม สิ่งที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญจึงอาจไม่เป็นประชาธิปไตย อาจเป็นรัฐธรรมนูญเผด็จการ ดังนั้นรัฐธรรมนูญกับประชาธิปไตยจึงไม่ได้มีความหมายหลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน แต่รัฐธรรมนูญเป็นชื่อเรียกของกฎหมายชนิดหนึ่งเท่านั้น รัฐธรรมนูญจึงมีทั้งที่เป็นประชาธิปไตยและไม่ใช่ประชาธิปไตย
นายวรเจตน์ จึงเห็นว่า การต่อสู้เพื่อให้ได้ประชาธิปไตยที่แท้จริง เหมือนที่คณะนิติราษฎรต่อสู้เรื่องมาตรา 112 คือการส่งสัญญาณชัดเจนว่าประชาชนสามัญชนกำลังจะลุกขึ้นยืนตัวตรงให้สังคมได้รับรู้ในวงกว้างมากขึ้น อย่างปรากฏการณ์ 112 ริกเตอร์ที่จะเปลี่ยนสังคมไทย ปรับทรรศนะเรื่องของสถาบันกษัตริย์ ศาลและกองทัพให้อยู่ร่วมกันได้โดยสันติ และปลดวงจรความสูญเสียทั้งหมด
“เราพยายามลุกขึ้นยืนตรง แต่เรายืนตรงคนเดียวไม่พอ เราต้องพยายามชวนคนในสังคมให้ลุกขึ้น มีคนจำนวนไม่น้อยพอใจที่จะนั่งพับเพียบต่อไป เราอาจต้องบอกกับเขาว่านั่งพับเพียบนานๆมันเมื่อย และอธิบายให้เขาเข้าใจถึงการยืนตัวตรง” นายวรเจตน์กล่าว
แม้เวลาจะผ่านมาถึง 80 ปีหลังจากการปฏิวัติ 24 มิถุนายน 2475
"วงจรอุบาทว์" จากการรัฐประหารยังวนเวียนอยู่ภายใต้วาทกรรม "ประชาธิปไตยแบบไทยๆ" จนคนไทยน้อยคนนัก จักกล้าลุกขึ้นยืนตรงเพื่อต่อสู้กับอำนาจเผด็จการที่ไม่ชอบธรรม
ประชาธิปไตยที่แท้จริง คือประชาธิปไตยที่มาจากอำนาจของประชาชนและเพื่อประชาชน ถือเป็นอำนาจ “รัฏฐาธิปัตย์” ที่แท้จริง ไม่ใช่อำนาจ "รัฏฐาธิปัตย์" ที่มาจากการศาลไทยให้การรับรองอยู่ร่ำไป ทั้งที่มาจากการฉีกรัฐธรรมนูญ ทำรัฐประหารจากกระบอกปืน ด้วยรถถัง โดยกำลังกองทัพ
ประชาชนไทยจึงต้องแสดงอารยขัดขืน ไม่ยอมรับอำนาจที่ได้มาจากการยึดอำนาจ รัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญด้วยกำลังจากกองทัพที่มาจากภาษีของราษฎร การล้มล้างประชาธิปไตยที่เป็นของประชาชนคือ การ "เป็นกบฏ" เท่านั้น หาใช่ "รัฏฐาธิปัตย์" อย่างที่กล่าวอ้าง
วันนี้ ส.ส.และส.ว.(ส่วนที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน) คือ “มือที่มองเห็น (ในสภา)” ที่มีอำนาจเต็มจากฉันทานุมัติของประชาชน จึงต้องกล้าที่จะ “ปฏิวัติระบอบการปกครอง” ผ่านระบอบรัฐสภา ต้องกล้าขัดขืน ยืนหยัดยกเลิกหรือแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เกิดจากการรัฐประหาร ให้เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
โดยเฉพาะ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน จะต้องไม่ก้มหัวให้กับฝ่ายอำมหิต ไม่ขลาดเขลาต่ออำนาจจาก “มือที่ (คนไทยต้องทำเป็น) มองไม่เห็น” และต้องกล้าใช้อำนาจที่ได้มาจากประชาชน ทำตามสัญญาประชาคมที่ประกาศไว้อย่างมีศักดิ์ศรีสง่าผ่าเผย
หากจวบจนบัดนี้ 80 ปี นับจาก 24 มิถุนายน 2475
"มือที่มองเห็น (ในสภา)" ยังเขลาขลาดมิอาจกล้า ขัดขืน ลุกยืนตัวตรง..
ประชาชนไทยก็จงอย่าได้วาดหวัง ว่าแผ่นดินไทยจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์..ในชาตินี้!
ที่มา : นิตยสารโลกวันนี้วันสุข ปีที่ 8 ฉบับที่ 365 วันที่ 23 - 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555 หน้า 18 - 19 คอลัมน์ เรื่องจากปก โดย ทีมข่าวรายวัน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น